ประยุกต์ใช้ โพสล่าสุด โพสสำคัญ เครื่องมือ สมาชิก สถิติฟอรั่ม ธนาคาร
images by free.in.th" width="240" height="120"/> images by free.in.th" width="240" height="120"/>
  • 2109เข้าชม
  • 1ตอบกลับ

เตรียมตัวสอบ นายทหารพระธรรมนูญ

โพสต์
2365
เงิน
2365
ความดี
1966
เครดิต
200
จิตพิสัย
0
— ดันกระทู้ โดย admin เมื่อเวลา(2012-11-17) —

ข้อสอบพระราชบัญญัติ

ว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖

ประชาธิปก ป..

 

1. พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อใด

ก. 19  สิงหาคม  2476                                                                      ค.  19  กันยายน  2476

ข. 20  สิงหาคม  2476                                                                      ง.  20  กันยายน  2476

ตอบ   ข. 20  สิงหาคม  2476                            

2. วินัยทหาร คือ

ก. การที่ทหารควรประพฤติตามแบบธรรมเนียมของทหาร

ข. การที่ทหารต้องประพฤติตามแบบธรรมเนียมของทหาร

ค. การที่ทหารควรประพฤติปฏิบัติตามแบบธรรมเนียมของทหาร

ง. การที่ทหารต้องประพฤติปฏิบัติตามแบบธรรมเนียมของทหาร

ตอบ  ข. การที่ทหารต้องประพฤติตามแบบธรรมเนียมของทหาร

3. วินัยเป็นหลักสำคัญที่สุดสำหรับทหาร เพราะฉะนั้นทหารทุกคนจักต้องรักษาโดยเคร่งครัดอยู่เสมอ ผู้ใดฝ่าฝืนท่านให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิด  อยู่ในมาตราใดของพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖

ก. มาตรา  3                                                                                        ค. มาตรา  5

ข. มาตรา  4                                                                                        ง. มาตรา  6

ตอบ   ค. มาตรา  5

4. ข้อใดคือการกระทำผิดวินัยทหาร

ก. กล่าวคำเท็จ

ข. เกียจคร้าน ละทิ้ง หรือเลินเล่อต่อหน้าที่ราชการ

ค. ดื้อ ขัดขืน หลีกเลี่ยง หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเหนือตน

ง. ถูกทุกข้อ

ตอบ   ง. ถูกทุกข้อ ตัวอย่างการกระทำผิดวินัยทหารมีดังต่อไปนี้

() ดื้อ ขัดขืน หลีกเลี่ยง หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเหนือตน

() ไม่รักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย

() ไม่รักษามรรยาทให้ถูกต้องตามแบบธรรมเนียมของทหาร

() ก่อให้แตกความสามัคคีในคณะทหาร

() เกียจคร้าน ละทิ้ง หรือเลินเล่อต่อหน้าที่ราชการ

() กล่าวคำเท็จ

() ใช้กิริยาวาจาไม่สมควร หรือประพฤติไม่สมควร

() ไม่ตักเตือนสั่งสอน หรือลงทัณฑ์ผู้ใต้บังคับบัญชาที่กระทำผิดตามโทษานุโทษ

() เสพเครื่องดองของเมาจนถึงเสียกิริยา

 

5. หมวด ๓ ในพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ คือเรื่องใด

ก. บทเบ็ดเสร็จทั่วไป                                                                       ค. วิธีร้องทุกข์

ข. ว่าด้วยวินัย                                                                                    ง. อำนาจลงทัณฑ 

ตอบ  ง. อำนาจลงทัณฑ 

หมวด  1  บทเบ็ดเสร็จทั่วไป             

หมวด  2  ว่าด้วยวินัย

หมวด  3  อำนาจลงทัณฑ  

หมวด  4  วิธีร้องทุกข์

6. ทัณฑ์ที่จะลงแก่ผู้กระทำผิดต่อวินัยทหารมีกี่สถาน

ก. 5   สถาน                                                                                        ค.  3  สถาน

ข. 4  สถาน                                                                                         ง.  6  สถาน

ตอบ  ก.  5   สถาน

มาตรา ๘ ทัณฑ์ที่จะลงแก่ผู้กระทำผิดต่อวินัยทหารมี   ๕ สถาน คือ       

() ภาคทัณฑ์

() ทัณฑกรรม

() กัก

() ขัง

() จำขัง

7. ข้อใด ไม่ใช่ โทษทางวินัยทหาร

ก. ภาคทัณฑ์                                                                                      . จำขัง

ข. จำคุก                                                                                              ง. ทัณฑกรรม

ตอบ   ง. ทัณฑกรรม

8. ผู้กระทำผิดมีความผิดอันควรต้องรับทัณฑ์สถานหนึ่งสถานใดดังกล่าวมาแล้ว แต่มีเหตุอันควรปราณี จึงเป็นแต่แสดงความผิดของผู้นั้นให้ปรากฏหรือให้ทำทัณฑ์บนไว้ คือความหมายของโทษตามข้อใด

ก. ภาคทัณฑ์                                                                                 ค. กัก

ค. ทัณฑกรรม                                                                                    ง.  จำขัง

ตอบ   ก. ภาคทัณฑ์            

9. กระทำการสุขา การโยธา ฯลฯ เพิ่มจากหน้าที่ประจำซึ่งตนจะต้องปฏิบัติอยู่แล้ว หรือปรับให้อยู่เวรยาม นอกจากหน้าที่ประจำ คือความหมายของโทษตามข้อใด

ก. ภาคทัณฑ์                                                                                 ค. กัก

ข. ทัณฑกรรม                                                                                    ง.  จำขัง

ตอบ   ข.  ทัณฑกรรม         

10. กักตัวไว้ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งตามแต่จะกำหนดให้  คือความหมายของโทษตามข้อใด

ก. กัก                                                                                                 ค. ขัง

ข. ทัณฑกรรม                                                                                    ง.  จำขัง

ตอบ   ก. กัก         

11. ขังในที่ควบคุมแต่เฉพาะคนเดียวหรือรวมกันหลายคนแล้วแต่จะได้มีคำสั่ง  คือความหมายของโทษตามข้อใด

ก. กัก                                                                                                 ค. ขัง

ข. ทัณฑกรรม                 ง.  จำขัง

ตอบ   ค. ขัง

12. คือขังโดยส่งไปฝากให้อยู่ในความควบคุมของเรือนจำทหาร  คือความหมายของโทษตามข้อใด

ก. กัก                                                                                                 ค. ขัง

ข. ทัณฑกรรม                 ง.  จำขัง

ตอบ  ง.  จำขัง


จำหน่ายเอกสารแนวข้อสอบนักวิชาการชั่งตวงวัดปฏิบัติการ ใหม่ล่าสุด 
รวมทุกอย่างที่ออกข้อสอบ รวมแนวข้อสอบเก่าเด็ดๆๆ  และข้อสอบที่ออกบ่อยมาก  

ความรู้ที่จำเป็น(วิชาที่สอบ)

1 วิชาพื้นฐานความรู้ทั่วไป ปรนัย 4 ตัวเลือก 100 ข้อ 
1.1 ภาษาไทย 
1.2 ภาษาอังกฤษ 
1.3 ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 
1.4 ความรู้พื้นฐานกฎหมายทั่วไป 
1.5 ความรู้ทั่วไป (การเมือง การทหาร เศรษฐกิจ) 
2 ทดสอบภาควิชาการเกี่ยวกับกฎหมาย อัตนัย 5 ข้อ 
2.1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 50 
2.2 กฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร 
2.3 กฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร 
2.4 ประมวลกฎหมายอาญาทหาร 
2.5 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  


ส่งเป็นไฟล์ทางอีเมล 399- ไม่ต้องรอนาน ได้ทันทีในวันที่โอนเงิน

ส่ง EMS หนังสือ  + VCD ติว  ราคา 679-  รอแค่ 3 วัน เอง


ขั้นตอนที่ 1  สอบถามการสั่งซื้อ
    thai4563@gmail.com     หรือ     083-1514162
ถ้าเห็นแนวข้อสอบที่โพสไว้แสดงว่ามีข้อสอบนั้น ไม่ต้องถามให้ชำระเงินได้เลย

ขั้นตอนที่ 2  ชำระเงิน

ธนาคารกรุงไทย  สาขาบรบือ  ชื่อนายนวพรรษ  พิมวิเศษ

เลขที่บัญชี 417-1-66086-6  ออมทรัพย์


ขั้นตอนที่ 3 แจ้งเวลาการชำระเงินและแจ้งเมลหรือที่อยู่ของท่านมาที่ 

    thai4563@gmail.com     หรือ     083-1514162


เรียนลูกค้าทุกท่านทางเว็บเรากำลังทำเป็นหนังสือพูดได้ mp3 เหมาะสำหรับคนที่ชอบฟัง หรืออ่านแล้วง่วงนอน



ขอให้ทุกท่านสอบผ่านและร่ำรวยๆ

จำหน่ายเอกสารแนวข้อสอบรับราชการ   083-1514162
โพสต์
2365
เงิน
2365
ความดี
1966
เครดิต
200
จิตพิสัย
0
•ความหมายของคำว่า “วินัยทหาร” และ “แบบธรรมเนียมทหาร”
“วินัยทหาร” คือการที่ทหารต้องประพฤติตามแบบธรรมเนียมทหาร (มาตรา ๔)

“แบบธรรมเนียมทหาร” ได้แก่ บรรดา กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง คำแนะนำ คำชี้แจงและสรรพหนังสือต่าง ๆ ที่ผู้บังคับบัญชาได้ออกหรือได้วางไว้เป็นหลักฐานให้ทหารปฏิบัติ ซึ่งรวมทั้งขนบธรรมเนียมและประเพณีอันดีของทหารทั้งที่เป็น และไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

ตัวอย่างของการกระทำผิดวินัยทหาร (มาตรา ๕)

วินัยทหารเป็นหลักสำคัญที่สุดสำหรับทหาร เพราะฉะนั้นทหารทุกคนจักต้องรักษาวินัยโดยเคร่งครัดอยู่เสมอ ผู้ใดฝ่าฝืนท่านให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิด

ตัวอย่างการกระทำผิดวินัยทหาร มีดังต่อไปนี้ (วินัย ๙ ข้อ)

วินัย 9 ข้อ
๑ ดื้อ ขัดขืน หลีกเลี่ยง หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเหนือตน
๒ ไม่รักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย
๓ ไม่รักษามารยาทให้ถูกต้องตามแบบธรรมเนียมของทหาร
๔ ก่อให้แตกความสามัคคีในหมู่ทหาร
๕ เกียจคร้าน ละทิ้ง หรือเลินเล่อต่อหน้าที่ราชการ
๖ กล่าวคำเท็จ
๗ ใช้กิริยาวาจาไม่สมควร หรือประพฤติไม่สมควร
๘ ไม่ตักเตือนสั่งสอน หรือลงทัณฑ์ผู้ใต้บังคับบัญชาที่กระทำผิดตามโทษานุโทษ
๙ เสพเครื่องดองของเมาจนถึงเสียกิริยา

•ผู้ที่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร
จากบทนิยามศัพท์ของคำว่าวินัยทหาร คือการที่ทหารต้องประพฤติตามแบบธรรมเนียมทหาร โดยมิได้มีคำจำกัดความของคำว่าทหารนั้น หมายถึงทหารประเภทใดบ้างเนื่องจากทหารมีหลายประเภท โดยพิจารณาจาก พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.๒๔๙๗ ซึ่งแบ่งทหารออกเป็น ๔ ประเภท คือ

ก.ทหารกองประจำการ (คือผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกองประจำการและได้เข้ารับราชการในกองประจำการ จนกว่าจะปลด)

ข.ทหารประจำการ (คือทหารซึ่งรับราชการตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ซึ่งมิใช่ทหารกองประจำการ)

ค.ทหารกองเกิน (คือผู้ซึ่งมีอายุตั้งแต่ ๑๘ ปีบริบูรณ์ และยังไม่ถึง ๓๐ ปีบริบูรณ์ ซึ่งได้ลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรา ๑๖ หรือ ผู้ซึ่งได้ลงบัญชีทหารกองเกิน ตามมาตรา ๑๘ แล้ว)

ง.ทหารกองหนุน ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ

๑)ทหารกองหนุนประเภทที่ ๑ (คือทหารที่ปลดกองประจำการโดยรับราชการในกองประจำการจนครบกำหนด หรือทหารกองเกิน ซึ่งสำเร็จวิชาทหารตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร และได้ขึ้นทะเบียนกองประจำการ แล้วปลดเป็นกองหนุนตาม พ.ร.บ.รับ ราชการทหาร พ.ศ.๒๔๙๗)

๒)ทหารกองหนุนประเภทที่ ๒ (คือทหารที่ปลดออกจากกองเกิน ตามมาตรา ๓๙ หรือปลดจากกองประจำการ ตามมาตรา ๔๐)

เมื่อพิจารณาคุณสมบัติของทหารทั้ง ๔ ประเภท จะเห็นได้ว่าทหารที่ต้องอยู่ในบังคับ แห่งกฎหมายว่าด้วยวินัยทหารตลอดเวลาที่รับราชการก็คือทหารกองประจำการ และทหารประจำการ ส่วนทหารกองเกินและทหารกองหนุนนั้น เป็นทหารที่มิได้รับราชการทหาร และมิได้อยู่ประจำหน่วยทหาร จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร ยกเว้นในกรณีที่ทหารกองเกิน และทหารกองหนุนถูกเรียกเข้ารับราชการตาม มาตรา ๓๖ กล่าวคือเมื่อถูกเรียกพลเพื่อตรวจสอบเพื่อฝึกวิชาทหาร หรือเพื่อทดลองความพรั่งพร้อม และในการระดมพล ต้องตกอยู่ในวินัยทหารเหมือนทหารกองประจำการ ดังนั้นในช่วงเวลาที่ถูกเรียกเข้ารับราชการกรณีดังกล่าวทั้งทหารกองเกิน และทหารกองหนุน ต้องตกอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยวินัยทหารเช่นเดียวกับทหารกองประจำการในฐานะเป็นผู้รับทัณฑ์

สำหรับบุคคลที่มิใช่ทหาร แต่ต้องตกอยู่ในบังคับแห่งวินัยทหาร เพราะมีบทบัญญัติไว้ในตารางเทียบชั้นผู้ลงทัณฑ์และผู้รับทัณฑ์ในท้ายมาตรา ๑๐ แห่ง พ.ร.บ.วินัยทหาร ฯ ในฐานะเป็นผู้รับทัณฑ์ ได้แก่

๑.นักเรียนทหารซึ่งเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะได้เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตร (นักเรียนนายร้อย, นักเรียนนายเรือ, นักเรียนนายเรืออากาศ)

๒.บุคคลผู้ซึ่งอยู่ในระหว่างเข้ารับการฝึกวิชาทหารโดยคำสั่ง รมว.กห. ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร (พ.ร.บ.ส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร พ.ศ.๒๕๐๓ มาตรา ๑๐ บัญญัติว่า นิสิต หรือนักศึกษาที่เข้ารับการฝึกวิชาทหารตามหลักสูตรที่กลาโหมกำหนด ในระหว่างที่เข้ารับการฝึกวิชาทหาร ให้ถือว่าเป็นทหารกองประจำการ)

๓.นักเรียนทหารซึ่งเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จะได้เป็นนายทหารประทวน (นักเรียน นายสิบ, นักเรียนจ่า, นักเรียนจ่าอากาศ)

ผู้บังคับบัญชา และผู้ใหญ่เหนือตน

ก. ความหมายของคำว่า“ผู้บังคับบัญชา”

“ผู้บังคับบัญชา” หมายความว่าผู้ซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ปกครองดูแลทุกข์สุขของทหาร ทั้งรับผิดชอบในความประพฤติ การฝึกสอน, อบรม, การลงทัณฑ์ ตลอดจนสั่งการแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา และให้ความดีความชอบแก่ทหารได้

ผู้บังคับบัญชาแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ

๑) ผู้บังคับบัญชาโดยตรง มีอยู่คนเดียวคือ ผู้บังคับบัญชาที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด สำหรับดูแลสุขทุกข์ผู้ใต้บังคับบัญชา เช่นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของพลทหารในหมู่หนึ่ง ๆ ก็ คือ ผบ.หมู่นั้น ๆ ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ ผบ.หมู่ คือ ผบ.หมวด และผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ ผบ.หมวด คือ ผบ.ร้อย เป็นต้น  
๒) ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น หมายถึงผู้บังคับบัญชาตั้งแต่อันดับสูงถัดขึ้นไปจากผู้บังคับบัญชาโดยตรงเช่น ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นของพลทหารในหมู่หนึ่ง ๆ ได้แก่ ผบ.หมวด, ผบ.ร้อย, ผบ.พัน, ผบ.กรม, ผบ.พล, แม่ทัพ, ผบ.ทบ. และ รมว.กห. ซึ่งเป็นการเรียงลำดับจากต่ำไปหาสูง ตามตำแหน่งที่ปรากฏในตารางกำหนดชั้นผู้ลงทัณฑ์และผู้รับทัณฑ์ท้ายมาตรา ๑๐ ส่วน หน่วยทหารที่มีการจัดหน่วย และเรียกตำแหน่งไม่ตรงตามตำแหน่งดังกล่าว ให้พิจารณาจากอัตราการจัดของหน่วย และสายการบังคับบัญชาของหน่วยนั้น ๆ เป็นหลักในการจัดลำดับชั้นของผู้บังคับบัญชา  

ข. ความหมายของคำว่า “ผู้ใหญ่เหนือตน”

“ผู้ใหญ่เหนือตน” หมายความว่าผู้ที่มียศสูงกว่า หรือมีตำแหน่งสูงกว่าแต่ไม่มีอำนาจบังคับบัญชา เพียงแต่มีสิทธิในการว่ากล่าวตักเตือนผู้น้อยในทางที่ชอบ ผู้ใหญ่เหนือตนได้แก่ ผู้ที่อยู่ในสังกัดเดียวกัน แต่มิใช่ผู้บังคับบัญชา หรือผู้ที่อยู่ในสังกัดเดียวกัน แต่ต่างสายการบังคับบัญชา หรือผู้ที่อยู่ต่างสังกัด ต่างเหล่าทัพเป็นต้น

ข้อสังเกต

สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งรอง หรือผู้ช่วยของหัวหน้าส่วนราชการ หรือหน่วยใด ๆ นั้น มักมีผู้เข้าใจไขว้เขวอยู่เสมอว่า ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงบ้าง เป็นผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นบ้าง ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะผู้ดำรงตำแหน่งรอง หรือผู้ช่วย มีหน้าที่ช่วยเหลือการบริหารงานของหัวหน้าส่วนราชการ หรือ ผบ.หน่วย นั้น ๆ เท่านั้น

•ทัณฑ์ทางวินัย มี ๕ สถาน (มาตรา ๘)
ทัณฑ์ที่จะลงแก่ผู้กระทำผิดต่อวินัยทหาร ให้มีกำหนดเป็น ๕ สถาน โดยเรียงจากเบาไปหาหนัก คือ

ก. ภาคทัณฑ์
ข. ทัณฑกรรม
ง. ขัง
จ. จำขัง

ภาคทัณฑ์ คือผู้กระทำผิดมีความผิดอันควรต้องรับทัณฑ์สถานหนึ่งสถานใดดังกล่าวมาแล้ว แต่มีเหตุอันควรปรานี จึงเป็นแค่แสดงความผิดของผู้นั้นให้ปรากฏ หรือให้ทำทัณฑ์บนไว้ (สำหรับ “เหตุอันควรปรานี” ควรใช้เหตุที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ เป็นแนวทางประกอบดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา)
ทัณฑกรรม คือการให้กระทำการสุขา, การโยธา ฯลฯ เพิ่มจากหน้าที่ประจำ ซึ่งตนจะต้องปฏิบัติอยู่แล้ว หรือปรับให้อยู่เวรยามนอกจากหน้าที่ประจำ โดยมีหลักเกณฑ์ในคำอธิบายท้ายตารางกำหนดทัณฑ์ว่า ทัณฑกรรมที่กำหนดไว้เป็นวัน ๆ หมายความว่า ทำทัณฑกรรมทุก ๆ วัน จนกว่าจะครบกำหนดในวันหนึ่งนั้น ผู้ที่จะสั่งลงทัณฑ์จะกำหนดทัณฑกรรมได้ไม่เกินกว่าวันละ ๖ ชั่วโมง แต่ถ้าให้อยู่เวรยาม ในวันหนึ่งไม่เกินกำหนดเวลาอยู่เวรยามตามปกติ ผู้ใดจะสั่งลงทัณฑกรรมให้กำหนดให้ชัดเจนว่า ทัณฑกรรมกี่วัน และวันละเท่าใด สำหรับผู้กระทำผิดวินัย และเป็นผู้รับทัณฑ์ สถานนี้ได้คือ ผู้รับทัณฑ์ชั้น ซ, ฌ ได้แก่ นักเรียนทหาร และพลทหาร)
กัก คือกักตัวไว้ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งตามแต่จะกำหนดให้
ขัง คือขังในที่ควบคุมแต่เฉพาะคนเดียวหรือรวมกันหลายคนแล้วแต่จะได้มีคำสั่ง
จำขัง คือขังโดยส่งไปฝากให้อยู่ในความควบคุมของเรือนจำทหาร

•ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์ทางวินัย (มาตรา ๑๐)
ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์แก่ผู้กระทำผิดทางวินัยมี ๒ ประเภท คือ

ก. ผู้บังคับบัญชา (โดยตรงและตามลำดับชั้น) หรือ

ข. ผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจให้บังคับบัญชาตามที่ กห. ส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อ กห., ทบ., ทร., หรือ ทอ. กำหนด

หลักสำคัญก็คือ ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์ได้นั้น จะต้องเป็นผู้มีอำนาจบังคับบัญชาเสียก่อนเป็นเบื้องแรก ในกรณีที่ผู้สั่งลงทัณฑ์คือผู้บังคับบัญชา ไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง หรือผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น มักไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะเป็นการสั่งโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการบังคับบัญชา

ส่วนผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจบังคับบัญชานั้น โดยปกติจะมิใช่ผู้บังคับบัญชา ดังนั้นการมอบอำนาจแก่ผู้ซึ่งมิใช่ผู้บังคับบัญชา ให้มีอำนาจเสมือนเป็นผู้บังคับบัญชาและมีอำนาจลงทัณฑ์ได้นั้น จะต้องเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น เพราะหากการมอบอำนาจไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายเสียแล้วก็เท่ากับมิได้มีการมอบอำนาจการกระทำการใด ๆ หรือการสั่งการย่อมเป็นการกระทำที่ปราศจากอำนาจ และไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย สำหรับการมอบอำนาจที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กฎหมายกำหนดแยกพิจารณาได้ดังนี้

ก. การมอบอำนาจตามที่ กห.กำหนด ได้แก่

๑) ข้อบังคับ กห.ว่าด้วยการสั่งการและประชาสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๗ (ผนวก ก.) เป็นข้อบังคับที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการมอบอำนาจ ๓ กรณีคือ กรณีตำแหน่งว่างลงโดยยังไม่มีการแต่งตั้งผู้ใดดำรงตำแหน่งให้แต่งตั้งผู้รักษาราชการชั่วคราว, กรณีผู้ดำรงตำแหน่งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นครั้งคราว ให้แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนชั่วคราวและกรณีตำแหน่งว่างลงหรือผู้ดำรงตำแหน่งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นครั้งคราว แล้วยังมิได้แต่งตั่งข้าราชการผู้ใดรักษาราชการ หรือรักษาราชการแทนให้ รอง, ผู้ช่วย หรือ เสนาธิการ ทำการแทนเป็นครั้งคราว ทั้งนี้ผู้รับมอบอำนาจดังกล่าวย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามตำแหน่งที่ตนรักษาราชการ รักษาราชการแทน หรือทำการแทนนั้น ๆ ซึ่งหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามข้อบังคับ กห. ฉบับนี้เป็นหลักเกณฑ์โดยทั่ว ๆ ไป สำหรับทุกหน่วยงานใน กห.ที่ต้องยึดถือปฏิบัติ
๒) ข้อบังคับ กห.ว่าด้วยการศึกษาในต่างประเทศ พ.ศ.๒๕๒๗ เป็นข้อบังคับซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ในการปกครองบังคับบัญชาระหว่างศึกษาในต่างประเทศ กล่าวคือข้าราชการทหารที่ไปศึกษาในต่างประเทศ ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ซึ่งต้องอยู่ในระเบียบวินัย และปฏิบัติตามแบบธรรมเนียมทหารทุกประการ และให้อยู่ในความปกครองบังคับบัญชาของผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำประเทศนั้น หรือผู้ที่ กห.มอบอำนาจให้ปกครองบังคับบัญชาตั้งแต่วันรายงานตัว เมื่อเดินทางไปถึงจนกระทั่งเดินทางกลับ
๓) ระเบียบ กห.ว่าด้วยโรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๒๗ ซึ่งมีหลักเกณฑ์คือ โรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญ (รร.ธน.) มีผู้บัญชาการโรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญ (ผบ.รร.ธน.) เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ โดยเจ้ากรมพระธรรมนูญ (จก.ธน.) เป็นผู้บัญชาการโรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญโดยตำแหน่ง สำหรับผู้ที่เข้าศึกษาอบรมใน รร.ธน. ในระหว่างการศึกษาอบรม ผู้เข้าศึกษาอบรมคงอยู่ในสังกัดเดิม แต่ให้อยู่ในปกครองบังคับบัญชาของ ผบ.รร.ธน.

ข. การมอบอำนาจตามที่กองทัพบกกำหนด คือการมอบอำนาจตามระเบียบ ทบ. ว่าด้วยการมอบอำนาจบังคับบัญชา พ.ศ.๒๕๑๓ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการมอบอำนาจโดยสรุปดังนี้

๑) การมอบอำนาจบังคับบัญชา กระทำได้ ๓ วิธี คือ กระทำด้วยหนังสือ กระทำด้วยวาจา หรือกระทำด้วยเครื่องมือสื่อสาร  
๒) กรณีที่มอบอำนาจบังคับบัญชา มีดังนี้
ก) ไปปฏิบัติราชการ
ข) ไปร่วมปฏิบัติราชการ
ค) ไปช่วยราชการ
ง) ไปศึกษาในประเทศ หรือต่างประเทศ
จ) ไปฝึกอบรมในสถานฝึกอบรมของทหาร
ฉ) ไปป่วยในโรงพยาบาลทหาร
ช) ไปพักในสถานพักฟื้นของทหาร
ซ) กรณีอื่น ๆ
๓) การมอบอำนาจบังคับบัญชาบุคคล หรือส่วนราชการใดที่สังกัด ทบ. ให้แก่ บุคคล หรือส่วนราชการนอก ทบ. จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป
๔) ผู้รับมอบอำนาจบังคับบัญชา มีอำนาจสั่งการตามข้อบังคับ กห. ว่าด้วยการ สั่งการและประชาสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๗
๕) การมอบอำนาจบังคับบัญชา ให้ผู้มอบอำนาจระบุให้ผู้รับมอบอำนาจ มีอำนาจสั่งการเกี่ยวกับความชอบ การลงทัณฑ์ การลา หรือเรื่องอื่น ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร
๖) การมอบอำนาจบังคับบัญชา ให้กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดแห่งการมอบอำนาจไว้ด้วย

ค. การมอบอำนาจตามที่กองทัพเรือกำหนด คือการมอบอำนาจตามคำสั่ง ทร. ที่ ๓๑๑/๒๕๑๓ เรื่อง มอบอำนาจบังคับบัญชา ลง ๒๙ ต.ค.๑๓ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการมอบ อำนาจโดยสรุปดังนี้

๑) บุคคลที่ผู้บังคับบัญชาที่เป็น หน.ส่วนราชการขึ้นตรง ทร.ขึ้นไป สั่งให้ไปช่วยปฏิบัติราชการ รับการฝึก หรือศึกษาอบรมในส่วนราชการอื่นใน ทร. ให้ผู้นั้นอยู่ในบังคับบัญชาของ ผู้บังคับบัญชาส่วนราชการที่ตนไปช่วยปฏิบัติราชการ, รับการฝึก หรือศึกษาตลอดระยะเวลาที่ไปช่วยปฏิบัติราชการ รับการฝึก หรือศึกษาอบรม  
๒) สำหรับบุคคลที่ถูกสั่งให้ไปช่วยปฏิบัติราชการต่างส่วนราชการขึ้นตรง ทร. หากมีความจำเป็นทางราชการ หน.ส่วนราชการขึ้นตรง ทร. ที่ผู้นั้นไปช่วยปฏิบัติราชการ จะสั่งให้ผู้นั้นไปขึ้นอำนาจบังคับัญชาของผู้ที่อยู่ในตำแหน่งชั้นรองของตน ซึ่งมียศอาวุโสสูงกว่าผู้ที่ไปช่วยปฏิบัติราชการนั้นก็ได้  
๓) อำนาจการบังคับบัญชา ตาม ก. และ ข. หมายถึงอำนาจสั่งการในเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่ราชการที่ได้รับมอบหมายให้ช่วยปฏิบัติราชการ รับการฝึก หรือศึกษาอบรมตลอดจนอำนาจในการลงทัณฑ์ การอนุญาตลากิจ และลาป่วย  

ง. การมอบอำนาจตามที่กองทัพอากาศกำหนด คือ การมอบอำนาจตามระเบียบ ทอ. ว่าด้วยการปกครองบังคับบัญชา พ.ศ.๒๕๒๖ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการมอบอำนาจโดยสรุปดังนี้

๑) “การปกครองบังคับบัญชา” หมายถึง การที่ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจในการปกครองดูแลหน่วยทหาร และหรือกำลังพลที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของตนภายในขอบเขตของกฎหมาย และแบบธรรมเนียมที่กำหนดไว้ รวมทั้งอำนาจในการสั่งลงโทษ หรือลงทัณฑ์ทางวินัยด้วย  
๒) หน่วยแยกหรือหน่วยสมทบที่ไปอยู่ในเขตพื้นที่ของหน่วยขึ้นตรง ทอ. หรือหน่วยแยกที่ตั้ง ณ ต่างจังหวัด ให้อยู่ในการบังคับบัญชาของหน่วยขึ้นตรง ทอ. หรือหน่วยแยกที่เป็นเจ้าของเขตพื้นที่นั้น  
๓) กำลังพลที่ไปปฏิบัติราชการหรือช่วยราชการในหน่วยขึ้นตรง ทอ. หรือหน่วยแยก ให้อยู่ในปกครองบังคับบัญชาของหน่วยนั้น  
๔)  กำลังพลที่เข้ารับการศึกษาในสถานศึกษาของ ทอ. ให้อยู่ในการปกครองบังคับบัญชาของสถานศึกษานั้น  
๕) หน่วยขึ้นตรง ทอ. หรือหน่วยแยก หรือสถานศึกษาที่มีอำนาจปกครองบังคับบัญชา หากสั่งการในด้านการปกครองเกี่ยวกับการลงโทษ หรือลงทัณฑ์ทางวินัยแก่กำลังพลที่ไปปฏิบัติราชการ หรือช่วยราชการ หรือเข้ารับการศึกษา ต้องแจ้งให้ต้นสังกัดผู้ต้องรับโทษ หรือรับทัณฑ์นั้นทราบเป็นลายลักษณ์อักษร  

ข้อสังเกต

แม้ว่าแต่ละหน่วยจะมีหลักเกณฑ์ในการมอบอำนาจแตกต่างกันไปบ้าง ก็เป็นเพียงการแตกต่างในรายละเอียด เท่านั้นส่วนในหลักการ และความมุ่งหมายคงเป็นไปในแนวเดียวกัน คือเพื่อให้การมอบอำนาจบังคับบัญชาเป็นไป ตามที่กฎหมายบัญญัติ และเพื่อให้ผู้ได้รับมอบอำนาจสามารถใช้อำนาจบังคับบัญชาได้เช่นเดียวกับผู้บังคับบัญชานั่นเอง
จำหน่ายเอกสารแนวข้อสอบรับราชการ   083-1514162
รายละเอียดไฟล์แนบ
กล่องตอบกลับด่วน

คุณไม่มีสิทธิ์ใช้งานส่วนนี้, กรุณาเข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้